องค์ประกอบที่ 1

การจัดทำนโยบายและการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนการบูรณาการทุนทางธรรมชาติในระดับชาติ

การจัดทำนโยบายและการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุน
การบูรณาการทุนทางธรรมชาติในระดับชาติ

การจัดทำนโยบายและการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนการ
บูรณาการทุนทางธรรมชาติในระดับชาติ

การดำเนินงานประกอบด้วย 2 ผลผลิต ได้แก่

ผลผลิต 1.1
จัดทำกรอบแนวคิดในการทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ

ผลผลิต 1.2
บูรณาการข้อมูลในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติเข้าไปสู่ระดับนโยบาย แผน และระบบงบประมาณ

ผลผลิต 1.1

จัดทำกรอบแนวคิดในการทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ

จัดทำกรอบแนวคิดในการทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ

ข้อมูลคณะทำงาน (NWG)

เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับโครงการ Integration of natural capital accounting in public and private sector policy and decision-making for sustainable landscapes โดยมีเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อแผนงานโครงการ และข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลคณะทำงาน (NWG)

เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับโครงการ Integration of natural capital accounting in public and private sector policy and decision-making for sustainable landscapes โดยมีเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อแผนงานโครงการ และข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารกรอบนโยบาย (Framework PDF)

กรอบแนวคิดในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ (ภาคการท่องเที่ยวและภาคทรัพยากรน้ำ) อ่านต่อใน link

เอกสารกรอบนโยบาย (Framework PDF)

กรอบแนวคิดในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ (ภาคการท่องเที่ยวและภาคทรัพยากรน้ำ) อ่านต่อใน link

เอกสารกรอบนโยบาย (Framework PDF)

กรอบแนวคิดในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ (ภาคการท่องเที่ยวและภาคทรัพยากรน้ำ) อ่านต่อใน link

ผลผลิต 1.2

บูรณาการข้อมูลในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติเข้าไปสู่ระดับนโยบาย แผน และระบบงบประมาณ

บูรณาการข้อมูลในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติเข้าไปสู่ระดับนโยบาย แผน และระบบงบประมาณ

บูรณาการข้อมูลในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติเข้าไปสู่ระดับนโยบาย แผน และระบบงบประมาณ

รายงานการประเมิน Tourism & Water Sectors


รายงานการประเมิน Tourism & Water Sectors


องค์ประกอบที่ 2

การบูรณาการบัญชีทุนธรรมชาติสู่ระดับจังหวัด (กระบี่)

การจัดทำนโยบายและการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุน
การบูรณาการทุนทางธรรมชาติในระดับชาติ

การจัดทำนโยบายและการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนการ
บูรณาการทุนทางธรรมชาติในระดับชาติ

บูรณาการ NCA เข้ากับการวางแผนระดับจังหวัด

ผลผลิต 2.1
บัญชีทุนธรรมชาติระดับจังหวัด (ท่องเที่ยวและน้ำ)

ผลผลิต 2.2
บูรณาการบัญชีทุนธรรมชาติจังหวัดเข้าสู่นโยบาย แผน และงบประมาณท้องถิ่น

ผลผลิต 2.3
การบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูและป้องกันทุนธรรมชาติ

ผลผลิต 2.1

บัญชีทุนธรรมชาติระดับจังหวัด (ท่องเที่ยวและน้ำ)

บัญชีทุนธรรมชาติระดับจังหวัด (ท่องเที่ยวและน้ำ)

แนะนำคณะทำงานจังหวัด (PWG)

แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำระบบบัญชีทุนธรรมชาติภาคการท่องเที่ยวและภาคการจัดการน้ำ จังหวัดกระบี่ (PWG) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เป็นประธาน และมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด 33 คน มีอำนาจหน้าที่ในการประสานงานและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน (รัฐ เอกชน ประชาสังคม) จัดทำระบบบัญชีทุนทางธรรมชาติด้านการท่องเที่ยวและการจัดการน้ำ ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ คำแนะนำด้านกฎระเบียบทางราชการ และข้อมูลด้านเทคนิค ตลอดจนกำกับดูแล ติดตามและผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลจริง อ่านต่อใน link

แนะนำคณะทำงานจังหวัด (PWG)

เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับโครงการ Integration of natural capital accounting in public and private sector policy and decision-making for sustainable landscapes โดยมีเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อแผนงานโครงการ และข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

แนะนำคณะทำงานจังหวัด (PWG)

แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำระบบบัญชีทุนธรรมชาติภาคการท่องเที่ยวและภาคการจัดการน้ำ จังหวัดกระบี่ (PWG) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เป็นประธาน และมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด 33 คน มีอำนาจหน้าที่ในการประสานงานและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน (รัฐ เอกชน ประชาสังคม) จัดทำระบบบัญชีทุนทางธรรมชาติด้านการท่องเที่ยวและการจัดการน้ำ ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ คำแนะนำด้านกฎระเบียบทางราชการ และข้อมูลด้านเทคนิค ตลอดจนกำกับดูแล ติดตามและผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลจริง อ่านต่อใน link

สถานการณ์ท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่

จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้แก่ เกาะ ชายหาด แนวปะการัง ภูเขาหินปูน และอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ อ่าวนาง หมู่เกาะพีพี เกาะห้อง เกาะลันตา และสุสานหอย 75 ล้านปี นอกจากนี้ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเอื้อต่อการท่องเที่ยวทั้งสนามบินนานาชาติ ระบบถนน และการเดินเรือ การท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดทั้งในด้านรายได้ การจ้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยในปี 2019 จังหวัดกระบี่มีนักท่องเที่ยวรวม 6.76 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 115,000 ล้านบาท

ผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 และแนวโน้มการฟื้นตัว

ในช่วงปี 2020–2021 การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากอัตราการเข้าพัก จำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2023

ผลกระทบและแรงกดดันจากการท่องเที่ยวต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ

แม้ว่าการท่องเที่ยวจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระดับสูง แต่การขยายตัวของกิจกรรมการท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ที่พัก ถนน ท่าเรือ และสนามบิน ได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อระบบนิเวศของจังหวัด ทั้งในรูปของการเสื่อมโทรมของพื้นที่ชายฝั่ง การรบกวนถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า การกัดเซาะชายฝั่ง และผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะแนวปะการังและหญ้าทะเลซึ่งมีความเปราะบางสูงและต้องการระยะเวลาในการฟื้นฟู

ปัญหาขยะมูลฝอยจากกิจกรรมการท่องเที่ยว

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดจากการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ คือ การจัดการขยะมูลฝอย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวชายฝั่งและหมู่เกาะที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น ในปี 2023 จังหวัดกระบี่มีปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ยกว่า 537 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2022 แม้จะมีการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์และกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการในบางส่วน แต่ยังมีขยะประมาณร้อยละ 30 ที่ถูกกำจัดอย่างไม่เหมาะสม อีกทั้งจังหวัดมีสถานที่กำจัดขยะทั้งหมด 20 แห่ง แต่มีเพียงแห่งเดียว (โรงไฟฟ้าขยะของเทศบาลเมืองกระบี่) ที่ดำเนินการได้ตามมาตรฐานถูกต้องตามหลักวิชาการ แม้ว่าการจัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะของเทศบาลเมืองกระบี่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกำจัดขยะ แต่ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ

สถานการณ์ขยะในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่ง

พื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ อ่าวนาง หมู่เกาะพีพี ไร่เลย์ และเกาะลันตา มีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังการคลายมาตรการ COVID-19 โดยเฉพาะพื้นที่เกาะ เช่น เกาะพีพี เกาะลันตา ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ การขนส่ง และต้นทุนในการจัดการขยะสูง ส่งผลให้การบริหารจัดการขยะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ขยะตกค้างในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

จังหวัดกระบี่ยังคงประสบปัญหาขยะตกค้างในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเกิดจากทั้งกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในพื้นที่และการพัดพาของขยะจากแหล่งอื่นผ่านกระแสน้ำและลมมรสุม โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม (Low Season) ที่มีคลื่นลมแรง ทำให้เกิดการสะสมของขยะในบริเวณชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ มากกว่าช่วง High Season

กล่าวโดยสรุป จังหวัดกระบี่ยังคงมีศักยภาพในการรองรับการท่องเที่ยว แต่ความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติบางประเภท (เช่น หญ้าทะเล) และปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมควบคู่กับการคุ้มครองและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของการท่องเที่ยวและการพัฒนาจังหวัดกระบี่ในระยะยาว อ่านต่อใน link

สถานการณ์ท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่

กรอบแนวคิดในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ (ภาคการท่องเที่ยวและภาคทรัพยากรน้ำ) อ่านต่อใน link

สถานการณ์ท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่

จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้แก่ เกาะ ชายหาด แนวปะการัง ภูเขาหินปูน และอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ อ่าวนาง หมู่เกาะพีพี เกาะห้อง เกาะลันตา และสุสานหอย 75 ล้านปี นอกจากนี้ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเอื้อต่อการท่องเที่ยวทั้งสนามบินนานาชาติ ระบบถนน และการเดินเรือ การท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดทั้งในด้านรายได้ การจ้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยในปี 2019 จังหวัดกระบี่มีนักท่องเที่ยวรวม 6.76 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 115,000 ล้านบาท

ผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 และแนวโน้มการฟื้นตัว

ในช่วงปี 2020–2021 การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากอัตราการเข้าพัก จำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2023

ผลกระทบและแรงกดดันจากการท่องเที่ยวต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ

แม้ว่าการท่องเที่ยวจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระดับสูง แต่การขยายตัวของกิจกรรมการท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ที่พัก ถนน ท่าเรือ และสนามบิน ได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อระบบนิเวศของจังหวัด ทั้งในรูปของการเสื่อมโทรมของพื้นที่ชายฝั่ง การรบกวนถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า การกัดเซาะชายฝั่ง และผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะแนวปะการังและหญ้าทะเลซึ่งมีความเปราะบางสูงและต้องการระยะเวลาในการฟื้นฟู

ปัญหาขยะมูลฝอยจากกิจกรรมการท่องเที่ยว

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดจากการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ คือ การจัดการขยะมูลฝอย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวชายฝั่งและหมู่เกาะที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น ในปี 2023 จังหวัดกระบี่มีปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ยกว่า 537 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2022 แม้จะมีการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์และกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการในบางส่วน แต่ยังมีขยะประมาณร้อยละ 30 ที่ถูกกำจัดอย่างไม่เหมาะสม อีกทั้งจังหวัดมีสถานที่กำจัดขยะทั้งหมด 20 แห่ง แต่มีเพียงแห่งเดียว (โรงไฟฟ้าขยะของเทศบาลเมืองกระบี่) ที่ดำเนินการได้ตามมาตรฐานถูกต้องตามหลักวิชาการ แม้ว่าการจัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะของเทศบาลเมืองกระบี่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกำจัดขยะ แต่ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ

สถานการณ์ขยะในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่ง

พื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ อ่าวนาง หมู่เกาะพีพี ไร่เลย์ และเกาะลันตา มีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังการคลายมาตรการ COVID-19 โดยเฉพาะพื้นที่เกาะ เช่น เกาะพีพี เกาะลันตา ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ การขนส่ง และต้นทุนในการจัดการขยะสูง ส่งผลให้การบริหารจัดการขยะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ขยะตกค้างในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

จังหวัดกระบี่ยังคงประสบปัญหาขยะตกค้างในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเกิดจากทั้งกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในพื้นที่และการพัดพาของขยะจากแหล่งอื่นผ่านกระแสน้ำและลมมรสุม โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม (Low Season) ที่มีคลื่นลมแรง ทำให้เกิดการสะสมของขยะในบริเวณชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ มากกว่าช่วง High Season

กล่าวโดยสรุป จังหวัดกระบี่ยังคงมีศักยภาพในการรองรับการท่องเที่ยว แต่ความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติบางประเภท (เช่น หญ้าทะเล) และปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมควบคู่กับการคุ้มครองและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของการท่องเที่ยวและการพัฒนาจังหวัดกระบี่ในระยะยาว อ่านต่อใน link

NCA ของจังหวัดกระบี่ (ท่องเที่ยวกับทรัพยากรน้ำ)

จัดทำบัญชีทุนธรรมชาติภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ และ 2.1.5 จัดทำบัญชีทุนธรรมชาติภาคทรัพยากรน้ำของจังหวัดกระบี่

บัญชีทุนธรรมชาติภาคการท่องเที่ยวและทรัพยากรน้ำของจังหวัดกระบี่ คือเครื่องมือที่ช่วยทำให้ “คุณค่าของธรรมชาติ” ถูกมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการประเมินสินทรัพย์ของระบบนิเวศและบริการจากธรรมชาติ ภายใต้กรอบมาตรฐานสากล SEEA EA เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างยั่งยืน อ่านต่อใน link

NCA ของจังหวัดกระบี่ (ท่องเที่ยวกับทรัพยากรน้ำ)

กรอบแนวคิดในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ (ภาคการท่องเที่ยวและภาคทรัพยากรน้ำ) อ่านต่อใน link

NCA ของจังหวัดกระบี่ (ท่องเที่ยวกับทรัพยากรน้ำ)

จัดทำบัญชีทุนธรรมชาติภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ และ 2.1.5 จัดทำบัญชีทุนธรรมชาติภาคทรัพยากรน้ำของจังหวัดกระบี่

บัญชีทุนธรรมชาติภาคการท่องเที่ยวและทรัพยากรน้ำของจังหวัดกระบี่ คือเครื่องมือที่ช่วยทำให้ “คุณค่าของธรรมชาติ” ถูกมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการประเมินสินทรัพย์ของระบบนิเวศและบริการจากธรรมชาติ ภายใต้กรอบมาตรฐานสากล SEEA EA เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างยั่งยืน อ่านต่อใน link

สถานการณ์ภาคทรัพยากรน้ำของจังหวัดกระบี่

จังหวัดกระบี่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 18,841.20 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมหลายจังหวัด โดยในพื้นที่จังหวัดมีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 3,032 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 64.34 ของพื้นที่จังหวัด และคิดเป็นร้อยละ 16.10 ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด ครอบคลุมพื้นที่อำเภอสำคัญเกือบทั้งจังหวัด อาทิ อำเภอเมืองกระบี่ คลองท่อม เหนือคลอง อ่าวลึก เกาะลันตา เขาพนม ปลายพระยา และมีลุ่มน้ำย่อยหลายสาย เช่น คลองอีปัน คลองสินปุน คลองท่อม ที่ซึ่งมีบทบาทต่อการเกษตร ระบบนิเวศ และการดำรงชีวิตของประชาชน

สถานการณ์แหล่งน้ำและความเสี่ยงด้านภัยแล้งและอุทกภัย

ด้านทรัพยากรน้ำ พบว่าจังหวัดกระบี่มีแหล่งน้ำประเภทต่าง ๆ รวมประมาณ 354 แห่ง ทั้งแม่น้ำ คลอง หนอง บึง อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลาง สถานการณ์ภัยแล้งโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ โดยประมาณร้อยละ 90 ของพื้นที่มีความเสี่ยงภัยแล้งต่ำ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านอุทกภัยของพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน สะท้อนถึงศักยภาพของจังหวัดในการรองรับการใช้น้ำและการพัฒนาในปัจจุบัน

ปริมาณการใช้น้ำและความต้องการน้ำของจังหวัด

ข้อมูลปี 2565 ระบุว่าปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 840,000–1,020,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน โดยความต้องการใช้น้ำรวมทั้งจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 9,738 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี การใช้น้ำส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมและการอุปโภคบริโภคเป็นสัดส่วนสำคัญ ขณะที่การใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการท่องเที่ยวมีปริมาณน้อยกว่า ทั้งนี้ ปริมาณน้ำต้นทุนทั้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติและระบบชลประทานยังเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ช่วงฤดูท่องเที่ยวสูง (เดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์) มีการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และจำเป็นต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำขั้นต่ำเพื่อคงสมดุลระบบนิเวศ ซึ่งประเมินไว้ที่ประมาณ 678 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

สถานการณ์คุณภาพน้ำผิวดิน

การประเมินคุณภาพน้ำผิวดินโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำ (WQI) และดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (MWQI) ซึ่งพิจารณาจากพารามิเตอร์สำคัญ เช่น ค่า DO และ ค่า BOD พบว่าคุณภาพน้ำผิวดินของจังหวัดกระบี่โดยรวมอยู่ในระดับ “ดี” ถึง “พอใช้” และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในบางพื้นที่ สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมทางน้ำยังสามารถรองรับกิจกรรมของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง

สถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลและชายฝั่ง

การประเมินคุณภาพน้ำทะเลและชายฝั่งโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (MWQI) พบว่า คุณภาพน้ำทะเลและชายฝั่งในปี 2565 ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 1, 2 และ 4 ซึ่งเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แนวปะการัง และกิจกรรมนันทนาการ โดยมีค่าดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (MWQI) ร้อยละ 83 ของพื้นที่อยู่ในระดับ “ดี” และร้อยละ 17 อยู่ในระดับ “พอใช้” อย่างไรก็ตาม การตรวจพบปริมาณแบคทีเรียโคลิฟอร์มในบางจุดสะท้อนถึงการปนเปื้อนจากน้ำเสียชุมชนและกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสารอาหารเกินและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศชายฝั่งในระยะยาว

แหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญของจังหวัดกระบี่

แหล่งกำเนิดมลพิษหลักของจังหวัดกระบี่มาจากกิจกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะน้ำเสียจากโรงแรม ร้านอาหาร และสถานประกอบการต่าง ๆ รวมถึงมลพิษจากชุมชนเมือง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทในสัดส่วนที่น้อยกว่า ปัญหาสำคัญคือ ระบบจัดการมลพิษและน้ำเสียยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด

สถานการณ์น้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสีย

สถานการณ์น้ำเสียในจังหวัดกระบี่ปี 2565 พบว่ามีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้นประมาณ 132,015 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่มีการบำบัดน้ำเสียได้เพียง 6,888.45 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.22 ของปริมาณน้ำเสียทั้งหมด ระบบบำบัดน้ำเสียหลักตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองกระบี่และพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น อ่าวนางและเกาะพีพี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีการระบายน้ำเสียที่ไม่ได้รับการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะและทะเล

โดยสรุป จังหวัดกระบี่มีศักยภาพด้านทรัพยากรน้ำในระดับค่อนข้างดีทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพน้ำโดยรวม อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการจัดการน้ำเสียและการควบคุมมลพิษจากกิจกรรมท่องเที่ยวและชุมชนเมือง การขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ และการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

อ่านต่อใน link

สถานการณ์ภาคทรัพยากรน้ำของจังหวัดกระบี่

กรอบแนวคิดในการจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติระดับประเทศ (ภาคการท่องเที่ยวและภาคทรัพยากรน้ำ) อ่านต่อใน link

สถานการณ์ภาคทรัพยากรน้ำของจังหวัดกระบี่

จังหวัดกระบี่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 18,841.20 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมหลายจังหวัด โดยในพื้นที่จังหวัดมีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 3,032 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 64.34 ของพื้นที่จังหวัด และคิดเป็นร้อยละ 16.10 ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด ครอบคลุมพื้นที่อำเภอสำคัญเกือบทั้งจังหวัด อาทิ อำเภอเมืองกระบี่ คลองท่อม เหนือคลอง อ่าวลึก เกาะลันตา เขาพนม ปลายพระยา และมีลุ่มน้ำย่อยหลายสาย เช่น คลองอีปัน คลองสินปุน คลองท่อม ที่ซึ่งมีบทบาทต่อการเกษตร ระบบนิเวศ และการดำรงชีวิตของประชาชน

สถานการณ์แหล่งน้ำและความเสี่ยงด้านภัยแล้งและอุทกภัย

ด้านทรัพยากรน้ำ พบว่าจังหวัดกระบี่มีแหล่งน้ำประเภทต่าง ๆ รวมประมาณ 354 แห่ง ทั้งแม่น้ำ คลอง หนอง บึง อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลาง สถานการณ์ภัยแล้งโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ โดยประมาณร้อยละ 90 ของพื้นที่มีความเสี่ยงภัยแล้งต่ำ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านอุทกภัยของพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน สะท้อนถึงศักยภาพของจังหวัดในการรองรับการใช้น้ำและการพัฒนาในปัจจุบัน

ปริมาณการใช้น้ำและความต้องการน้ำของจังหวัด

ข้อมูลปี 2565 ระบุว่าปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 840,000–1,020,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน โดยความต้องการใช้น้ำรวมทั้งจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 9,738 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี การใช้น้ำส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมและการอุปโภคบริโภคเป็นสัดส่วนสำคัญ ขณะที่การใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการท่องเที่ยวมีปริมาณน้อยกว่า ทั้งนี้ ปริมาณน้ำต้นทุนทั้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติและระบบชลประทานยังเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ช่วงฤดูท่องเที่ยวสูง (เดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์) มีการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และจำเป็นต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำขั้นต่ำเพื่อคงสมดุลระบบนิเวศ ซึ่งประเมินไว้ที่ประมาณ 678 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

สถานการณ์คุณภาพน้ำผิวดิน

การประเมินคุณภาพน้ำผิวดินโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำ (WQI) และดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (MWQI) ซึ่งพิจารณาจากพารามิเตอร์สำคัญ เช่น ค่า DO และ ค่า BOD พบว่าคุณภาพน้ำผิวดินของจังหวัดกระบี่โดยรวมอยู่ในระดับ “ดี” ถึง “พอใช้” และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในบางพื้นที่ สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมทางน้ำยังสามารถรองรับกิจกรรมของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง

สถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลและชายฝั่ง

การประเมินคุณภาพน้ำทะเลและชายฝั่งโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (MWQI) พบว่า คุณภาพน้ำทะเลและชายฝั่งในปี 2565 ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 1, 2 และ 4 ซึ่งเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แนวปะการัง และกิจกรรมนันทนาการ โดยมีค่าดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (MWQI) ร้อยละ 83 ของพื้นที่อยู่ในระดับ “ดี” และร้อยละ 17 อยู่ในระดับ “พอใช้” อย่างไรก็ตาม การตรวจพบปริมาณแบคทีเรียโคลิฟอร์มในบางจุดสะท้อนถึงการปนเปื้อนจากน้ำเสียชุมชนและกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสารอาหารเกินและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศชายฝั่งในระยะยาว

แหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญของจังหวัดกระบี่

แหล่งกำเนิดมลพิษหลักของจังหวัดกระบี่มาจากกิจกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะน้ำเสียจากโรงแรม ร้านอาหาร และสถานประกอบการต่าง ๆ รวมถึงมลพิษจากชุมชนเมือง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทในสัดส่วนที่น้อยกว่า ปัญหาสำคัญคือ ระบบจัดการมลพิษและน้ำเสียยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด

สถานการณ์น้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสีย

สถานการณ์น้ำเสียในจังหวัดกระบี่ปี 2565 พบว่ามีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้นประมาณ 132,015 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่มีการบำบัดน้ำเสียได้เพียง 6,888.45 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.22 ของปริมาณน้ำเสียทั้งหมด ระบบบำบัดน้ำเสียหลักตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองกระบี่และพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น อ่าวนางและเกาะพีพี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีการระบายน้ำเสียที่ไม่ได้รับการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะและทะเล

โดยสรุป จังหวัดกระบี่มีศักยภาพด้านทรัพยากรน้ำในระดับค่อนข้างดีทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพน้ำโดยรวม อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการจัดการน้ำเสียและการควบคุมมลพิษจากกิจกรรมท่องเที่ยวและชุมชนเมือง การขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ และการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

อ่านต่อใน link

ผลผลิต 2.2

บูรณาการบัญชีทุนธรรมชาติจังหวัดเข้าสู่นโยบาย แผน และงบประมาณท้องถิ่น

บูรณาการบัญชีทุนธรรมชาติจังหวัดเข้าสู่นโยบาย แผน และงบประมาณท้องถิ่น

บูรณาการบัญชีทุนธรรมชาติจังหวัดเข้าสู่นโยบาย แผน และงบประมาณท้องถิ่น

เอกสาร MTEFs และ Provincial Development Plan (PDP)


เอกสาร MTEFs และ Provincial Development Plan (PDP)


SEA / EIA


SEA / EIA


Business Case สำหรับ MBI


Business Case สำหรับ MBI


ผลการประเมิน Water Tariff


ผลการประเมิน Water Tariff


PPP


PPP


ผลผลิต 2.3

การบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูและป้องกันทุนธรรมชาติ

การบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูและป้องกันทุนธรรมชาติ

การบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูและป้องกันทุนธรรมชาติ

กลไกการเงินกรีนฟินส์ (GreenFins)

แนวปะการังเป็นทุนธรรมชาติสำคัญที่หล่อเลี้ยงการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับความเสี่ยงจากกิจกรรมท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โครงการ Green Fins Program จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการดำน้ำและดำน้ำตื้นอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างกลไกการบริหารจัดการที่ช่วยปกป้องระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน การศึกษานี้นำเสนอแนวทางการพัฒนากลไกทางการเงินที่ยั่งยืนสำหรับโครงการ Green Fins ในประเทศไทย ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ต้นทุนการดำเนินงาน และการออกแบบรูปแบบการจัดหาเงินทุนแบบผสมผสาน เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์แนวปะการังควบคู่กับการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างสมดุล อ่านต่อใน link

กลไกการเงินกรีนฟินส์ (GreenFins)

แนวปะการังเป็นทุนธรรมชาติสำคัญที่หล่อเลี้ยงการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับความเสี่ยงจากกิจกรรมท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โครงการ Green Fins Program จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการดำน้ำและดำน้ำตื้นอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างกลไกการบริหารจัดการที่ช่วยปกป้องระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน การศึกษานี้นำเสนอแนวทางการพัฒนากลไกทางการเงินที่ยั่งยืนสำหรับโครงการ Green Fins ในประเทศไทย ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ต้นทุนการดำเนินงาน และการออกแบบรูปแบบการจัดหาเงินทุนแบบผสมผสาน เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์แนวปะการังควบคู่กับการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างสมดุล อ่านต่อใน link

กลไกการเงินกรีนฟินส์ (GreenFins)

แนวปะการังเป็นทุนธรรมชาติสำคัญที่หล่อเลี้ยงการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับความเสี่ยงจากกิจกรรมท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โครงการ Green Fins Program จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการดำน้ำและดำน้ำตื้นอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างกลไกการบริหารจัดการที่ช่วยปกป้องระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน การศึกษานี้นำเสนอแนวทางการพัฒนากลไกทางการเงินที่ยั่งยืนสำหรับโครงการ Green Fins ในประเทศไทย ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ต้นทุนการดำเนินงาน และการออกแบบรูปแบบการจัดหาเงินทุนแบบผสมผสาน เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์แนวปะการังควบคู่กับการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างสมดุล อ่านต่อใน link

อนุรักษ์ บรรเทาผลกระทบ ฟื้นฟูผลกระทบ พื้นที่ป่าต้นน้ำ และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
(เป้าหมาย 40,000 เฮกตาร์ในจังหวัดกระบี่)

Sales Pages

จังหวัดกระบี่เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน พื้นที่ปากแม่น้ำ ชายหาด และแนวปะการัง ซึ่งล้วนเป็นระบบนิเวศสำคัญที่หล่อเลี้ยงความหลากหลายทางชีวภาพและเศรษฐกิจท้องถิ่น ภายใต้กิจกรรม 2.3.3 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะ Lead Service Provider ได้ร่วมมือกับภาคีหลายภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศเหล่านี้ ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 44,650 เฮกตาร์ ผ่านกิจกรรมสำคัญที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ดังนี้

  1. การพัฒนาสื่อความรู้และป้ายสื่อความหมายในพื้นที่ป่าในเมือง จังหวัดกระบี่

  1. โครงการศึกษาการปรับสู่สมดุลใหม่ของแหล่งหญ้าทะเล หมู่เกาะศรีบอยา -หาดเจ้าอูฐ

  1. การอนุรักษ์แนวปะการังในจังหวัดกระบี่ผ่านเครือข่าย Green Fins

  1. โครงการติดตามการฟื้นตัวแหล่งปะการังน้ำตื้น หาดพระนาง

  2. โครงการสนับสนุนเยาวชนสู่ไกด์ดำน้ำรักษาสิ่งแวดล้อม เกาะพีพี (โรงเรียนพระราชทานบ้านเกาะพีพี)

องค์ประกอบที่ 3

เสริมสร้างความตระหนัก และการสร้างเครือข่ายเพื่อการบูรณาการบัญชีทุนธรรมชาติ

การจัดทำนโยบายและการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุน
การบูรณาการทุนทางธรรมชาติในระดับชาติ

การจัดทำนโยบายและการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนการ
บูรณาการทุนทางธรรมชาติในระดับชาติ

สื่อสารองค์ความรู้และเสริมศักยภาพผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ผลผลิต 3.1
การสื่อสารและติดตามประเมินผล

ผลผลิต 3.2
การเสริมสร้างศักยภาพ

ผลผลิต 3.1

การสื่อสารและติดตามประเมินผล

การสื่อสารและติดตามประเมินผล

เอกสารประชาสัมพันธ์ Fact sheets, pamphlets, brochures, newsletters and media inserts

Sales Pages

รายงาน PIR, MTE, FE


ผลผลิต 3.2

การเสริมสร้างศักยภาพ

การเสริมสร้างศักยภาพ

การเสริมสร้างศักยภาพ

Training Modules (ออนไลน์)


คู่มือและเอกสารอบรม


รายงานการอบรม, การแลกเปลี่ยนประสบการณ์, และการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อาคารทิปโก้ ทาวเวอร์ 2 ชั้นที่ 8 เลขที่ 118/1 ถนนพระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โทร 02-265-6689

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อาคารทิปโก้ ทาวเวอร์ 2 ชั้นที่ 8 เลขที่ 118/1 ถนนพระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โทร 02-265-6689

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อาคารทิปโก้ ทาวเวอร์ 2 ชั้นที่ 8 เลขที่ 118/1 ถนนพระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โทร 02-265-6689

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อาคารทิปโก้ ทาวเวอร์ 2 ชั้นที่ 8 เลขที่ 118/1 ถนนพระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โทร 02-265-6689